บทความ

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

การเรียนการสอนครั้งที่ 11

วันอังคารที่ 14  เดือนมกราคม พ.ศ.2557



การเรียน การสอน

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์










วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

การเรียนการสอนครั้งที่ 10

วันอังคารที่ 7 เดือนมกราคม พ.ศ.2557


การเรียน การสอน

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์


                           นำเสนอประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  
     กลุ่มที่1    Cerebral Palsy  C.P
     กลุ่มที่2    Children with Speech and Learning Disabilities  L.D

     กลุ่มที่3    Children with Attention Deficit and  Hyperactivity


 กลุ่มที่1    Cerebral Palsy C.P
สมองพิการ(Cerebral Palsy) หรือคำย่อที่นิยมเรียก คือ ซี พี (C.P.) ไม่ใช่เป็นโรคเฉพาะ แต่เป็นคำรวมของกลุ่มอาการของผู้ป่วยเด็กที่มีความพิการอย่างถาวรของสมอง ความพิการนี้จะคงที่และไม่ลุกลามต่อไป ซึ่งมีผลให้การประสานงานของการทำงานของกล้ามเนื้อบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและการทรงท่าที่ผิดปกติ เช่น การเกร็งของใบหน้า ลิ้น ลำตัว แขน ขา การทรงตัว การทรงท่าในขณะนั่ง ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้ นอกจากนี้ อาจมีความผิดปกติในการทำงานของสมองด้านอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีความบกพร่องในการมองเห็น ได้ยิน การรับรู้ การเรียนรู้ สติปัญญา  และโรคลมชัก เป็นต้น

สาเหตุ

   อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ประมาณร้อยละ 25 หาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วงระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตของสมอง คือ ตั้งแต่ระยะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 7-8 ปี

ลักษณะของเด็กสมองพิการ
เด็กสมองพิการ มีหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่จะอ่อนปวกเปียก และจะค่อยๆ เกร็งมากขึ้นทีละน้อย ลักษณะที่เห็นได้ชัดเจนของเด็กสมองพิการ ได้แก่ กล้ามเนื้อหดตัวและเกร็ง พบความผิดปกติของการควบคุมการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวช้า เก้งก้าง และมีอาการเกร็ง กลุ่มนี้พบมากที่สุด
บางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้อควบคุมการเคลื่อนไหวได้ยาก แขน ขาไม่สัมพันธ์กัน หันออกไปตามทิศต่างๆ ส่วนชนิดที่มีอาการสั่น เดินเซ ควบคุมการทรงตัวได้ไม่ดี เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุด
ในกรณีที่เป็นแบบผสม จะพบลักษณะร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิด เช่น มีอาการเกร็ง ร่วมกับมีอาการเคลื่อนไหวของแขนและขาไม่สัมพันธ์กัน หันไปคนละทิศ หรือมีอาการเกร็งและควบคุมการทรงตัวไม่ได้ มีอาการสั่น เดินเซ เป็นต้น

อาการผิดปกติของเด็กโรคสมองพิการ
ไม่สามารถตั้งคลานได้
มีอาการเกร็งของแขนและขาทั้งสองข้าง
มีอาการเกร็งของแขน ขา ซีกใดซีกหนึ่ง
เมื่อฉุดเด็กนั่ง คอเด็กจะตกไปข้างหลัง
มีการกำมือตลอดเวลา แม้อายุมากขึ้น
ขณะนั่งและยืน เด็กไม่สามารถวางเท้าราบกับพื้นได้
เด็กอ่อนปวกเปียกขณะถูกอุ้ม เด็กไม่สามารถทรงตัวได้
โรคสมองพิการชนิดหดเกร็ง

ประเภท spastic quadriplegia มีอาการของแขนขาทั้งหมด โดยขา 2 ข้าง มีอาการมากกว่าแขน และในส่วนของแขน มีความผิดปกติให้เห็นชัดเจน เกิดจากพยาธิสภาพในสมองที่ใหญ่และรุนแรง มักจะมีความผิดปกติในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย รวมทั้งปัญหาการดูด กลืนและการพูด

กลุ่มที่2    Children with Learning Disabilities L.D

LD คืออะไร?
  ความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ความสัมฤทผลด้านการเรียนต่ำกว่าความเป็นจริง      ความบกพร่องนี้อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้าน ใดด้านหนึ่ง เช่น การอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณ หรือหลายๆด้านร่วมกัน

สาเหตุของ LD
  ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)
 กรรมพันธุ์

ปัญหาการเรียน
   ปัญหาการพูด  มีปัญหาในการฟังและพูด เช่น พูดช้าพูดสับสน เรียบเรียงประโยคไม่ค่อยได้ หาคำพูดเพื่อมาตอบคำถามไม่ถูกต้อง
   ปัญหาการเขียน  มีความลำบากในการอ่าน การเขียน และ การสะกดคำ เช่น อ่านไม่เข้าใจ อ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง  อ่านตัวอักษรสลับกัน
   ปัญหาการคำนวณไม่เข้าใจแนวคิดของพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทำเลขไม่ได้
   ปัญหาในกระบวนความคิดสับสนในการเรียบเรียงและบูรณาการข้อมูลและความคิดต่างๆ

วิธีการช่วยเหลือเด็ก 
    สอนเสริม ควรจัดให้เด็กเรียนในชั้นเล็กๆ หรือมีห้องพิเศษที่จัดไว้สอนเด็กที่มีปัญหาคล้ายๆกัน หรือให้มีการเรียนตัวต่อตัว ที่เรียกว่า resource room  
  สอนไปตามขั้นตอนเท่าที่เด็กรับได้ ไม่ควรเร่ง และจะต้องให้เหมาะกับเด็กเป็นรายๆไป เขียนแผนการเรียรายบุคคล (Individualized Educational Plan-IEP)
  สอนซ้ำๆจนเด็กสามารถก้าวหน้าทีละขั้น เน้นไปในสิ่งที่เด็กทำได้ ให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กก้าวหน้าขึ้น
 สอนเด็กในช่องทาง (channel) ที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียงแต่การรับภาพปกติ สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้เสียงมากขึ้น เช่น เด็ทอ่านหนังสือไม่ได้ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง เป็นต้น
 ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบ (multimodal technique) ตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่คล่อง พ่อแม่อาจอ่านหนังสือแล้วอัดเทปไว้ให้เด็กมาเปิดฟัง ถ้าเด็กอ่านข้อสอบไม่ได้ อาจต้องขอให้คุณครูอ่านข้อสอบให้เด็กฟังเป็นพิเศษ
  ใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเขียนอาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย เด็กที่มีปัญหาการคำนวณควรอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ส่วนเด็กที่มีปัญหาการอ่านก็ใช้เครื่องอัดเทปมาช่วย เด็กที่สับสนเกี่ยวกับตัวอักษรก็ควรฝึกโดยใช้ตัวอักษรพลาสติกให้เด็กจับต้อง เพื่อให้เรียนรู้ทางการสัมผัสด้วย เป็นต้น
    แก้ไขอาการสมาธิไม่ดีหรือโรค ADHD ที่มีร่วมด้วย

 กลุ่มที่3    Children with Attention Deficit and  Hyperactivity
   โรคสมาธิสั้น (ADHD) ย่อมาจากคำว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder
เป็นโรคที่พบได้ บ่อยในวัยเด็ก โดยที่เด็กจะไม่สามารถควบคุมสมาธิและการเคลื่อนไหวของตนเอง
ได้ จึงก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ผลการเรียนตกต่ำ แม้ระดับสติปัญญาจะปกติ มีปัญหาด้าน
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ถึงแม้จะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ยังพบว่าหนึ่งในสามของเด็กยังคงมีอาการอยู่บ้างหรือ
บางคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังอาจมีอาการเต็มรูปแบบอีกด้วย ซึ่งยังเพิ่มโอกาสการเกิดพยาธิ สภาพทางจิต
อื่นๆ ตามมา
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
1. Inattentiveness คือ มีช่วงสมาธิสั้นกว่าปกติและมักจะวอกแวกง่าย (distractibility)
2. Hyperactivity คือ มีลักษณะอยู่ไม่นิ่ง อยู่ไม่สุข ซุกซนผิดปกติ
3. Impulsiveness คือ มีลักษณะหุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจในการทำอะไร
ต่างๆ

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น
 สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ใครทราบว่าเกิดจากอะไร จากการศึกษาการทำงานของสมองของคนเป็นโรคสมาธิสั้นพบว่าสมองบางส่วนมีการทำงานน้อยกว่าปกติ และยังพบอีกว่าแม่ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือใช้ยาเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ อาจจะมีผลทำให้สมองเด็กมีปัญหาในการพัฒนา นอกจากนั้นยังพบว่าสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมก็น่าจะมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้


กลุ่มของเราออกไปพรีเซ้นงาน





  
สิ่งที่ต้องศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม

1. หาความรุ้ทำความเข้าใจ ในเด็กพิเศษ


2. เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
    -  Cerebral Palsy C.P
      -  Children with Learning Disabilities L.D
      -  Children with Attention Deficit and  Hyperactivity




เด็กหญิง วรัทยา ศรีสำราญ ชื่อเล่น น้องวอส อายุ 1ขวบ



การเรียนการสอนครั้งที่ 9

วันอังคารที่ 31 เดือนธันวาคม พ.ศ.2556

การเรียน การสอน



สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์

















การเรียนการสนอนครั้งที่ 8

วันอังคารที่ 23 เดือนธันวาคม พ.ศ.2556

การเรียน การสอน

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์









สิ่งที่ต้องศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม


 -  อ่านหนังสือเตรียมสอบ 
                                                                                                 








การเรียนการสอนครั้งที่ 7

วันอังคารที่ 17 เดือนธันวาคม พ.ศ.2556

การเรียน การสอน

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์















การเรียนการสอนครั้งที่ 6

วันอังคารที่ 10 เดือนธันวาคม พ.ศ.2556

การเรียน การสอน

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์















การเรียนการสอนครั้งที่ 5

วันอังคารที่ 2 เดือนธันวาคม พ.ศ.2556

การเรียน การสอน


 สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้/ กิจกรรม ประจำสัปดาห์


 ในคาบนี้อาจารย์ไม่สามารถที่จะสอนตามบทเรียนได้ เนื่องจากอุปกรณ์ไม่มีความพร้อม อาจารย์ให้นักศึกษาก็หากิจกรรมอย่างอื่นมาทำเเทนเพื่อที่จะไม่ให้เสียเวลาไป และให้ทำอยู่ในห้องเรียน  ฉันก็เลยนำงานที่ค้างอยู่ในวิชาต่างๆ ขึ้นมาทำและอ่านหนังสือเพิ่มเติมจนเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างที่นักศึกษาทำงาน อาจารย์ได้พูดถึงเรื่องราวที่น่าสนใจที่ใกล้ชิดกับเด็กพิเศษประเภทต่างๆให้ฟัง ทำให้เราได้เรียนรู้เข้าใจ เด็กพิเศษว่าประเภทนี้สามารถทำแบบนี้ได้ และกิจกรรมศิลปะสามารถนำมาใช้กันเด็กพิเศษได้จริงและดีทีเดียวน่าสนใจและสนุกสนานมาก

ศิลปะช่วย'สื่อ'เด็กพิเศษ'รู้เข้าใจ
ศิลปะช่วย'สื่อ'เด็กพิเศษ รู้เข้าใจ-อยู่ในสังคมได้
                ศิลปะเป็นภาษาสากลที่เชื่อมโยงคนทุกเพศทุกวัย รวมทั้งน้องๆ ซึ่งแม้เป็นเด็กพิเศษ หรือ "เด็กที่มีความต้องการพิเศษ" ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษเพิ่มเติมจากปกติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม ก็สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท นานมี จำกัด ได้ร่วมกับโรงเรียนเปรมฤดีศึกษา ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ที่เป็นเด็กพิเศษเรียนร่วมชั้นเรียนกับเพื่อนๆ เด็กปกติ จัดกิจกรรม "ศิลปะช่วยน้อง" ซึ่งเป็นการนำเอาศิลปะมาช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและจินตนาการให้แก่น้องๆ เด็กพิเศษคุณครูปริยา สุตัณฑวิบูลย์ หรือคุณครูแคนดี้ เล่าว่า สังคมและครอบครัวต้องเข้าใจเด็กพิเศษ ว่าน้องๆ เหล่านี้อาจแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หลายอย่างซึ่งเป็นเรื่องปกติด้วยสภาพของอาการเจ็บป่วย เช่น กรีดร้อง ก้าวร้าว หรือบางคนเงียบ นิ่งเฉย เก็บตัว ไม่กล้าแสดงออกเพราะคิดว่าตนเองไม่เหมือนคนอื่น พ่อแม่และครอบครัวจำเป็นต้องเข้าใจและช่วยปรับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้ด้วยศิลปะ ซึ่งเป็นกิจกรรมง่ายๆ แต่ช่วยเยียวยาและกระตุ้นน้องๆกลุ่มนี้ได้มาก ทำให้พวกเขาปลดปล่อยพลังในตนเองและความก้าวร้าวต่างๆ ออกมา รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่สะสม และเปิดตัวคือรู้จักเข้าสังคม มีการพูดคุยกับเพื่อน คุณครู ครอบครัว และคนรอบข้าง

              "วิธีการง่ายๆ ในการสอนศิลปะให้แก่เด็กพิเศษ คือการสอนสิ่งรอบๆ ตัว พูดคุยถึงเครื่องมือเครื่องใช้และสิ่งของในชีวิตประจำวันโดยสร้างเป็นคำถามแบบปลายเปิด เพื่อให้เด็กมีการตอบสนอง เริ่มจากรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ และการลากเส้นต่างๆ เพื่อจะช่วยฝึกพัฒนาการเรื่องกล้ามเนื้อ บางรายใช้แรงกดของการลงน้ำหนักของสีในการระบาย เพราะมีความบกพร่องในการควบคุมกล้ามเนื้อมือ ชอบกดสีแรงๆ พยายามสอนเพื่อให้เกิดการปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป"
             ศิลปะช่วยเชื่อมโยงระหว่างเด็กพิเศษกับสังคม ให้รู้จักฟัง รู้จักคิดตาม วางแผน ลงมือทำ และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น เพราะมีสมาธิที่จดจ่อ เรียนรู้เข้าสังคมมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น มองโลกและสังคมได้อย่างมีความสุขขึ้น ขณะที่สังคมต้องเปิดกว้างเพราะคุณค่าในตัวของเด็กพิเศษสามารถสะท้อนออกมาในรูปแบบงานศิลป์ เพื่อนๆ เยาวชนเด็กปกติควรให้กำลังใจ ส่งเสริมให้พวกเขามีโอกาสที่จะสร้างสรรค์และแสดงพลังของตนเองออกมาตามความรู้สึกและจินตนาการและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและมีความสุข


อ้างอิง  http://www.komchadluek.net


สิ่งที่ต้องศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม

  - การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองหาความรู้เพิ่มเติม
-  กิจกรรมศิลปะอะไรบ้างที่นำมาใช้กับเด็กพิเศษ ประเภทไหน ใช้อย่างไร พัฒนาด้านอะไรของเด็ก
- เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย กระตุ้นการสื่อสาร ของเด็กพิเศษมีอะไรบ้าง ชนิดใช้กับเด็กประเภทไหน
-  ควรเสริมสร้างทักษะสังคม ของเด็กพิเศษอย่างไรบ้าง ในเด็กได้เข้าสังคมกับเพื่อน